แม่น้ำโขงจะเป็นอย่างไรในวันที่เด็กหญิงใบไม้กับเด็กชายตาน้ำเติบโตเป็นผู้ใหญ่

รางวัลลูกโลกสีเขียวประเภทงานเขียนมีจุดมุ่งหมายส่งเสริมและสนับสนุนงานเขียนประเภทที่สร้างสรรค์ เพื่อสร้างจิตสำนึกสีเขียวหรือสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการ “ปลูกต้นไม้ในใจคน”

เพื่อนิเวศสำนึกที่ยั่งยืน ในปีนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัล 2 ผลงาน ซึ่งได้สะท้อนเจตนารมณ์ตามวัตถุประสงค์ที่จะปลูกป่าในใจคน ขณะเดียวกันยังเป็น “ปากเสียง” ให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกคุกคามจากการพัฒนาของมนุษย์ จนอาจเกินเยียวยา หากยังไม่หาทางแก้ไข…

รางวัลดีเด่น

เรื่อง ระเบิดแก่งโขง หินผา มหานทีรอวันอวสาน

โดย นายฐิติพันธ์ พัฒนมงคล

สารคดีที่พาผู้อ่านไปร่วมสำรวจเกาะแก่งในแม่น้ำโขง ตั้งแต่ อ.เชียงของ เชียงแสน และเวียงแก่น จ.เชียงราย ฉายาพความยิ่งใหญ่ของมหานทีสี่พันดอนที่มีความสำคัญทั้งในด้านระบบนิเวศ และต่อวิถีชีวิตของผู้คน…หินผาแต่ละก้อนล้วนมีชื่อเรียก มีตำนานบอกเล่าถึงเรื่องราว ความเชื่อ และความผูกพันที่ยาวนานของผู้คนกับธรรมชาติและสายน้ำ…ซึ่งคนเชียงของบอกว่า “ถ้าแม่น้ำของหรือแม่น้ำโขงไม่มีแก่งหรือผา ก็เปรียบเหมือนรูปหน้าของหญิงสาวที่ไม่มีรอยยิ้ม หรือไม่มีคิ้ว เสน่ห์อย่างนี้อยู่คู่แม่น้ำโขงมานานแล้ว”

เมื่อธรรมชาติกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาเส้นทางเดินเรือ การเริ่มระเบิดแก่งหิน แม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนพม่า-ลาว ในปี 2545 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการภาคประชาชนในประเทศไทย ที่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของโครงการ เพื่อรักษาแก่งหินในเขตแม่น้ำโขงของไทย เอาไว้เพื่อเป็นมรดกของธรรมชาติ และให้วิถีของผู้คนลุ่มน้ำโขงได้ดำรงอยู่ต่อไป

ผู้เขียนได้นำเสนอให้เห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศแม่น้ำโขง การใช้ประโยชน์ของผู้คนตลอดสองฝั่งที่แม่น้ำไหลผ่าน การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่อาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่งานเขียนนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความยุ่งยากและความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมกับประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่จีนมีอยู่เหนือประเทศอื่นๆ ในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและการเพิกเฉยของรัฐบาลแต่ละประเทศต่อผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

แม่น้ำโขง…มหานทีที่ไหลรินผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน เมื่อสายน้ำไหลผ่านบริเวณ “ผา” หรือ “แก่ง” อันหมายถึงแท่งหินหรือกลุ่มหินใหญ่ในแม่น้ำที่สลับซับซ้อน รวมถึงสันดอนทราย มันจะถูกแบ่งออกเป็นสายน้ำแคบๆ หลายสาย และเอ่อท่วมประดาสิ่งกีดขวางต่างๆ

ในทางวิชาการ…แม่น้ำโขงมีระบบนิเวศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะและเชื่อมโยงกันถึง 11 ระบบ ได้แก่ ริมฝั่ง หนอง ลำห้วยและลำน้ำสาขา หลง กว๊าน แจ๋ม ดอน หาด คก ร้อง และผาหรือแก่ง …ส่วนผู้คนสองฝั่งน้ำก็บอกว่า แก่งในแม่น้ำโขงคือวิถีชีวิตที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เกิด เป็นทั้งจุดจอดเรือหาปลา ที่พักผ่อนหย่อนใจ ริมฝั่งใกล้แก่งก็เป็นแปลงเพาะปลูกพืชผัก เป็นสายน้ำแห่งวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงและหลอมรวมความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ประเพณี เข้ากับวิถีความเป็นอยู่ที่พึ่งพาและผูกพันกับธรรมชาติของผู้คนในภูมิภาคนี้

หากทว่าในสายตาของนักลงทุน ระบบของธรรมชาติเหล่านี้คืออุปสรรคของการเดินเรือเพื่อการค้า การระเบิดแก่งทิ้งจึงเป็นวิธีคิดแก้ปัญหาแบบง่ายๆ ที่ลืมคำนึงถึงผลกระทบในด้านอื่นๆ เพราะโครงการระเบิดแก่งหิน ตาม “โครงการร่วมจีน พม่า ลาว และไทย” รวมระยะทาง 631 กม. จากความยาวแม่น้ำโขงตลอดสาย 4,909 กม. ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 8 ของความยาวทั้งสายน้ำ ย่อมส่งผลกระทบกับธรรมชาติ และเกิดความเปลี่ยนแปลงกับวิถีชีวิตของผู้คนสองฝั่งน้ำ ซึ่งพวกเขาแทบไม่ได้รับรู้หรือมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจเลย

 

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 390 เดือนสิงหาคม 2560)

 

รางวัลชมเชย

เรื่อง เด็กหญิงใบไม้กับเด็กชายตาน้ำ

โดย นายบรรจง บุรินประโคน

กวีนิพนธ์ 100 บท “ณ ห้วงทรงจำแห่งวันวาร” ผ่านสายตาของผู้เขียน ซึ่งย้อนรำลึกถึงวันเวลาที่งดงามในวัยเยาว์ของเด็กท้องไร่ท้องนา วิ่งเล่นซุกซนยิงนกตกปลาไปตามประสา มีชีวิตอยู่ท่ามกลางสายลม แสงแดด และวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันของอีสานและเขมร บอกเล่าผ่านครอบครัวของเด็กหญิงใบไม้กับเด็กชายตาน้ำ และผู้คนที่หมู่บ้านโนนกระสัง เรื่องราวค่อยพัฒนาตามเวลา เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแต่ละชีวิต มีธรรมชาติอันงดงามเป็นฉากหลังทำหน้าที่ให้กำเนิด ฟูมฟัก และเยียวยา รวมถึงหว่านเพาะสำนึกนิเวศ หล่อหลอมเป็นเด็กหญิงใบไม้ และเด็กชายตาน้ำ ดั่งความบางตอนในงานเขียนนี้

ณ หมู่บ้านสายลมห่มคลุม                   สายฝนฉ่ำชุ่มคุ้มพฤกษา

หมอกน้ำค้างย่างหยอกคุ้นชินตา                        ก่อกำเนิดกุมารานาม “ตาน้ำ”

อีกฟากชายคาริมป่าไผ่                        สกุณาเล็ก-ใหญ่ต่างร้องร่ำ

ส่งสัญญาณผ่านภาษาเป็นถ้อยคำ                    เด็กหญิงคมขำเจ้าลืมตา

ส่งเสียงใสแจ๋วขึ้นทักโลก                      มือน้อยบายโบกคลาย-กำหา

เรียวนิ้วงดงามดั่งปฏิมา                                        เธอชื่อว่า “เด็กหญิงใบไม้”

ทั้งตาน้ำและใบไม้คล้ายความหวัง      แห่งหมู่บ้านโนนกระสังคุ้มใหญ่

ผู้เติบโตมาพร้อมทรัพย์สินน้ำใจ                          ของชาวบ้านผู้ยากไร้กสิกรรม…..

 

…คิดถึงนาตาแฮกก่อนแรกขวัญ          ตายายเคยช่วยกันร่วมหว่านไถ

ขอขมาผีนาภาษาใจ                                              เซ่นพลีหัวนาไร่ตามครรลอง

เป็นธรรมเนียมวิถีบรรพชน                   แทนคุณฟ้าฝนดินทั้งผอง

เรียกปกปักรักษามาคุ้มครอง                              จวบจนข้าวอุ้มท้องออกเรียวรวง…

 

ฝนแรกโปรยปรายส่งสัญญาณถึงการเริ่มฤดูทำนา ชาวนาจะทำพิธี “นาตาแฮก” คือ แรกนาขวัญ เพื่อบูชาพระแม่โพสพให้ผืนดินสมบูรณ์ไว้ทำนาปลูกพืชผัก ผู้คนดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่เรียบง่ายของธรรมชาติ ช่วยกันลงแขกดำนา เกี่ยวข้าวแล้วยื่นหม้อข้าวถ้วยแกงแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน จวบเมื่อถึงเวลาสิ้นสุดการเก็บเกี่ยว ผู้คนก็เริ่มทยอยลาจากบ้านนาเพื่อเข้าสู่เมืองใหญ่

ต่อมาความเปลี่ยนแปลงได้ถาโถมเข้าสู่ชนบท ผืนดินและสายน้ำปนเปื้อนเคมี ฤดูกาลผันแปรไป วัวควายถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรกล หากแต่แม่ของใบไม้และพ่อของตาน้ำยังคงเฝ้าปลูกฝัง “นิเวศสำนึก” ให้กับลูกๆ เพื่อให้รับรู้ถึงบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นได้อย่างมั่นคงในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

 

…ก่อนสอนบอกเด็กหญิงใบไม้           ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เหนือพ่อแม่

ลูกจงเฝ้าเคารพและดูแล                                      ตอบแทนความเผื่อแผ่ด้วยหัวใจ

เช่นกับที่แม่เคยสอนหนู                        ภูมิปัญญา ความรู้ ใช่อยู่ไหน?

ล้อมรอบตัวของเราไม่ใกล้ไกล                            ภูเขา ต้นไม้ สายน้ำ ท้องทะเล…

…ทั้งตาน้ำและใบไม้ได้เรียนรู้              จากคุณครูธรรมชาติมากลูกศิษย์

จากแม่พ่อคนไกลตนใกล้ชิด                                                จากความถูก-ผิดอีกหนึ่งครู

คือห้วงทรงจำนรรจ์แห่งวันวาร             ที่ผลิบานหว่านเมล็ดหยั่งรากอยู่

เฝ้าหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณอันตราตรู                  ผ่านความหมายความร้คู วามเป็นไป…